เมื่อผู้ให้บริการ TV รายเดิมต้องรับมือกับการมาถึงของ OTT TV

ปัจจุบันการให้บริการในกิจการโทรทัศน์ในประเทศไทยกำลังประสบปัญหากันอย่างถ้วนหน้า อย่างที่เราเห็นตามข่าวกัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาจากด้านต้นทุนที่สูง เช่น ต้นทุนของการได้มาซึ่งเนื้อหารายการทั้งการผลิตเองและการซื้อลิขสิทธิเพื่อมาออกอากาศที่แพงมาก ปัญหาด้านรายได้ เช่น รายได้จากการโฆษณาของช่องฟรีทีวีก็ถูกแบ่งไปที่ผู้ให้บริการฟรีทีวีรายใหม่ในระบบดิจิทัลที่มีเพิ่มขึ้น หรือรายได้ต่อผู้ใช้บริการ (ARPU) ของผู้ให้บริการ Pay TV เองก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยสาเหตุของปัญหาส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคและการเข้ามาของ OTT TV

ไม่เพียงแต่ผู้ให้บริการโทรทัศน์ในประเทศไทยเท่านั้น ประเทศอื่นๆ ก็ประสบปัญหาเดียวกันนี้และจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป

ในประเทศใหญ่ที่ถือเป็นต้นกำเนิด OTT TV อย่างประเทศสหรัฐอเมริกา นับว่าประสบกับปัญหานี้อย่างรุนแรง ผู้ให้บริการโทรทัศน์รายเดิมในตลาดทั้งผู้ให้บริการ Pay TV และช่องรายการต่าง เช่น Comcast ,Time Warner, ABC, Fox และ NBC เป็นต้น สูญเสียฐานลูกค้าและรายได้ให้กับผู้ให้บริการ OTT TV (ยกเลิกบริการเคเบิลทีวี ไปใช้บริการอื่นแทน หรือที่เรียกว่า Cord Cutting) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สูญเสียให้กับ Netflix ผู้ให้บริการ OTT TV รายแรกๆ ที่ขยายการให้บริการไปแล้วทั่วโลก ผู้ให้บริการรายเดิมในตลาดโทรทัศน์จึงจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปและเพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมของตน โดยผู้ให้บริการ Pay TV เช่น Dish Network และ Comcast Xifinity ปรับตัวโดยให้บริการ OTT TV เป็นของตัวเองในรูปแบบ TV Everywhere ผู้ให้บริการช่องรายการ เช่น ABC, NBC และ FOX ให้บริการเนื้อหาของตนในรูปแบบ OTT TV ภายใต้ชื่อ Hulu และผู้ผลิตเนื้อหารายการรวมถึงเจ้าของลิขสิทธิ์รายการกีฬาต่างๆ ปรับตัวให้บริการ OTT TV เพื่อเพิ่มช่องทางการหารายได้ เช่น HBO, Showtime, ESPN และ NFL เป็นต้น

ในประเทศเกาหลีใต้เองก็ได้รับผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของการให้บริการ OTT TV ในประเทศเช่นกัน โดยจำนวนผู้รับชมรายการทีวีที่บ้านลดลง จาก 30 % ในปี พ.ศ. 2551 เป็น 27% ในปี พ.ศ. 2556 ผู้ให้บริการช่องรายการฟรีทีวีอย่าง MBC และ SBS ก็ได้มีการปรับตัวโดยมีการให้บริการ OTT TV เพื่อให้ผู้ชมสามารถรับชมเนื้อหารายการย้อนหลัง หรือดูแบบ Live ได้ผ่านเวปไซต์และแอปพลิเคชั่น ในชื่อว่า Pooq ในขณะที่ผู้ให้บริการ Pay TV รายเดิมในตลาด ใช้กลยุทธ์ N-screen คือ ให้บริการไม่เพียงแต่ที่หน้าจอทีวีของผู้ที่เป็นสมาชิก แต่ให้บริการ OTT TV เพื่อให้สมาชิกสามารถชมผ่านอุปกรณ์ต่างๆ เช่น สมาร์ทโฟน และแทบเล็ต โดยรับสัญญาณผ่านอินเทอร์เน็ตได้ด้วย ตัวอย่างผู้ให้บริการ Pay TV ที่ให้บริการ N-Screen ด้วย เช่น JTCB, TV Chosun และ A Channel เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้ให้บริการ Pay TV รายใหญ่ในประเทศนี้เป็นผู้ให้บริการแบบ Convergence คือให้บริการในกิจการโทรคมนาคม บริการ internet และบริการ Pay TV แบบ IPTV เองก็หันมาให้บริการ OTT TV ด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น Olleh TV Mobile เป็นบริการ OTT มาจากบริษัทในเครือ KT Crop., Oksusu มาจากบริษัท SK Crop. และ U+HDTV มาจากบริษัท LG U+ ทั้งนี้ผู้ให้บริการแบบ Convergence ทั้ง 3 ราย ยังใช้ข้อได้เปรียบที่ตนมี ในการออกแพ็คเก็จ bundle บริการต่างๆ ของตนในราคาต่ำ ให้กับลูกค้าของตน

สำหรับประเทศไทยเอง OTT TV อยู่ในระยะเริ่มต้นเท่านั้น คือ OTT TV เพิ่งเข้ามามีบทบาทเมื่อปี พ.ศ. 2557 โดยบริษัท Hollywood HD เริ่มให้บริการ และในช่วงปีที่ผ่านมาก็เริ่มมีบริการ OTT TV เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้ง iFlix, Netflix และ Hooq เป็นต้น ทั้งนี้ผลกระทบจาก OTT TV ต่อผู้ให้บริการรายเดิมในตลาดเองอาจจะยังเห็นไม่ชัดมากนัก อย่างไรก็ตาม เราจะสังเกตุได้ว่า ผู้ให้บริการรายเดิมในตลาดโทรทัศน์ก็ไม่ได้นั่งรอให้ OTT TV เข้ามาแย่งฐานลูกค้าไปเฉยๆ ผู้ให้บริการ Pay TV รายใหญ่ในประเทศอย่าง True Visions เองก็มีการให้บริการ True Visions Everywhere ผู้ผลิตคอนเท้นต์และช่องรายการ อย่าง GMM ก็ร่วมมือกับ LINE เพื่อให้บริการรายการบนแพลตฟอร์ม LINE TV และผู้ให้บริการฟรีทีวีก็รักษาฐานคนดูและรายได้โฆษณาผ่าน YouTube ในขณะเดียวก็ลองผิดลองถูกโดยการทดลองสร้างแอปพลิเคชั่นสำหรับดูรายการย้อนหลัง หรือดู Live ไปด้วย

เนื่องจากคนไทยสามารถเข้าถึง OTT TV ได้ อีกทั้ง กสทช. เริ่มกวดขันเรื่องการควบคุมเว็ปไซต์และแอปพลิเคชั่นเนื้อหารายการละเมิดลิขสิทธิ์มากขึ้น ดังนั้น OTT TV ในประเทศไทยจึงมีโอกาสขยายตัวและแน่นอนว่าผลกระทบจาก OTT TV ต่อผู้ให้บริการรายเดิมในตลาดจะรุนแรงขึ้น เป็นไปได้ว่าเราจะเห็นการขยับตัวของผู้ให้บริการรายเดิมในตลาดเพื่อรักษาฐานลูกค้าและรายได้ และอาจเกิดการให้บริการใหม่ๆ แพคเก็จใหม่ๆ จากผู้ให้บริการเหล่านี้ ในอีกไม่ช้า

Tags: , , ,

paanเกี่ยวกับผู้เขียน
คุณ ภัสรา ปิตยานนท์ จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง คณะเศรษฐศาสตร์ (ภาคภาษาอังกฤษ) ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Business Analyst บริษัทที่ปรึกษา ไทม์ คอนซัลติ้ง จำกัด มีความเชียวชาญในธุรกิจประเภท TMT (Telecom, Media and Technology) โดยเฉพาะด้านที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ด้านการแข่งขันในธุรกิจกระจายเสียง