ประเด็นข้อตกลงในการใช้โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมร่วมกัน

ปัจจุบันผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมต้องเผชิญกับความท้าทายในหลายๆ ด้าน ทั้งด้านการแข่งขันในการให้บริการที่มีมากขึ้นซึ่งทำให้รายได้เฉลี่ยต่อหน่วย (Average Revenue per Unit) ลดลง ด้านปริมาณการใช้งานที่มีมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้งานข้อมูลซึ่งทำให้ต้องมีการลงทุนในโครงข่ายเพื่อรองรับกับปริมาณความต้องการ รวมถึงความท้าทายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเช่นการเปลี่ยนจากระบบ 2G/3G/4G ไปสู่ระบบ 3G/4G/5G ในอนาคต ซึ่งทำให้ต้องมีการลงทุนในโครงข่ายเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก

จากความท้าทายดังที่กล่าวมาข้างต้นนี้ทำให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมในหลายๆ ประเทศคำนึงถึงการใช้โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมร่วมกัน หรือที่เรียกว่า Infrastructure Sharing มากยิ่งขึ้น โดยการใช้โครงข่ายโทรคมนาคมร่วมกันระหว่างผู้ให้บริการมีข้อดีอยู่หลายประการด้วยกัน เช่น การประหยัดต้นทุน (cost saving) การสร้างโครงข่ายเพื่อให้บริการได้อย่างรวดเร็ว (fast time to market) และการเป็นแหล่งรายได้แหล่งใหม่ให้กับผู้ประกอบการบางรายจากการขายหรือให้เช่าโครงข่ายหรือ capacity ที่ไม่มีการใช้งานให้กับผู้ประกอบการอีกรายหนึ่งในลักษณะธุรกิจการขายส่ง (wholesale business) เป็นต้น

อย่างไรก็ตามในการใช้โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมร่วมกันนั้น มีกรอบในการพิจารณาหลักๆ ที่ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมจะต้องคิดและตัดสินใจอยู่ 4 ข้อด้วยกันได้แก่ ใช้อะไรร่วมกัน ? (what to share) ใช้ร่วมกันที่ไหน ? (where to share) ใช้ร่วมกันอย่างไร ? (how to share) และใช้ร่วมกันกับใคร ? (whom to share with)

ใช้อะไรร่วมกัน?

กรณีนี้จะขอยกตัวอย่างของการใช้โครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ร่วมกัน ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระดับใหญ่ๆ ได้แก่

  • Passive Sharing หมายถึงการใช้อุปกรณ์ที่ไม่ใช่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคร่วมกัน เช่น การใช้ระบบสายอากาศ เสาส่งสัญญาณ พื้นที่ในการติดตั้งสถานีฐาน อาคาร สิ่งปลูกสร้าง เป็นต้น
  • Active Sharing หมายถึงการใช้อุปกรณ์ที่เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคร่วมกันเช่น การใช้อุปกรณ์สถานีฐาน NodeB อุปกรณ์โครงข่าย Radio Access อุปกรณ์โครงข่าย Core อุปกรณ์ชุมสาย เป็นต้น
  • Roaming-based Sharing เช่น การ roaming บริการเสียง บริการข้อมูล เป็นต้น

ระดับของการใช้โครงข่ายร่วมกันในแต่ละประเภทที่แตกต่างกันจะมีการประหยัดต้นทุนที่แตกต่างกันออกไปซึ่งมักจะแปรผกผันกับอำนาจของผู้ประกอบการในการถือครองหรือควบคุมสินทรัพย์ที่มีการใช้ร่วมกันนั้น นั่นคือการใช้ร่วมกันที่มีการประหยัดต้นทุนสูง เช่น National Roaming ผู้ประกอบการมักจะมีอำนาจในการถือครองหรือควบคุมสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการอยู่ในระดับที่ต่ำ การใช้โครงข่ายร่วมกันที่ผู้ประกอบการในต่างประเทศมักจะเลือกใช้โดยที่ยังคงระดับการควบคุมได้แก่ การใช้ร่วมกันแบบ site and transmission sharing และ multi operator radio access network sharing

ใช้ร่วมกันที่ไหน ?

ในกรณีที่มีการใช้สินทรัพย์หรือโครงข่ายร่วมกัน การกำหนดสถานที่และขอบเขตในการใช้ร่วมกันมักจะมีความสำคัญอย่างมาก เช่นครอบคลุมการใช้ร่วมกันในระดับจังหวัด ภูมิภาค หรือทั่วทั้งประเทศ หรือเป็นการใช้ร่วมกันในบางสถานที่เท่านั้นเช่น ในอาคารกลางใจเมือง เป็นต้น  สถานที่บางสถานที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์อย่างมากกับผู้ประกอบการ เช่นหากเป็นสถานที่ที่ยากในการดำเนินการขออนุญาตติดตั้ง โครงข่าย หรือเป็นสถานที่ที่มีความต้องการสูง ผู้ประกอบการก็มักจะไม่เปิดให้ร่วมใช้หรือคิดอัตราการร่วมใช้ที่สูง เป็นต้น

ใช้ร่วมกันอย่างไร ?

ตัวแบบในการร่วมใช้โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมระหว่างผู้ประกอบการมีอยู่ด้วยกันหลายรูปแบบ เช่น

  • การเช่าใช้โดยไม่ต้องโอนสินทรัพย์ (leasing without asset change) เช่น ผู้ประกอบการสองรายมีข้อตกลงการร่วมใช้โดยการเช่าสินทรัพย์ของอีกฝ่าย
  • การโอนสินทรัพย์และเช่าใช้ (transfer and leased back) เช่น ผู้ประกอบการ ข โอนสินทรัพย์ไปให้กับผู้ประกอบการ ก และขอเช่าใช้โครงข่ายจากผู้ประกอบการ
  • การจัดตั้งบริษัทร่วม (joint venture) เช่น ผู้ประกอบการสองรายร่วมกันจัดตั้งบริษัทใหม่และโอยสินทรัพย์ที่จะร่วมใช้ไปยังบริษัทใหม่
  • การเช่าใช้จากโครงข่ายบุคคลที่ 3 (3rd party network) เช่นผู้ประกอบการ ก และ ข โอนสินทรัพย์ไปให้กับผู้ประกอบการ ค และขอเช่าใช้โครงข่ายจากผู้ประกอบการ ค

ใช้ร่วมกันกับใคร ?

เมื่อมีการกำหนดถึงขอบเขตและรูปแบบของการใช้โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมร่วมกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คำถามเชิงกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการต้องตอบคือจะร่วมใช้โครงข่ายกับผู้ประกอบการรายใด โดยปกติแล้วผู้ร่วมใช้โครงข่ายมักจะเป็นคู่แข่งกันในการให้บริการ ดังนั้นการเลือกพาร์ทเนอร์ในการร่วมใช้โครงข่ายจึงมีความสำคัญอย่างมากเช่นกัน โดยการเลือกพาร์ทเนอร์จะต้องทำให้มั่นใจได้ว่าไม่ทำให้ความสามารถในการแข่งขันถูกจำกัดหรือลดลงจากการร่วมใช้โครงข่ายนั้น ซึ่งโดยปกติผู้ประกอบการจะมีการประเมินถึงข้อดี ข้อเสีย และผลกระทบเชิงธุรกิจของแต่ละทางเลือกของพาร์ทเนอร์ที่จะร่วมใช้โครงข่าย นอกจากนี้อาจจะต้องมีการประเมินถึงกลยุทธ์ในการออกจากการร่วมใช้โครงข่าย (exit strategy) ด้วยในกรณีที่มีความจำเป็น

Tags: , ,

jackritคุณจักรกฤษณ์ สังกิตติวรรณ์
ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Partner บริษัทที่ปรึกษา ไทม์ คอนซัลติ้ง จำกัด เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการกำกับดูแลกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมกว่า 16 ปี และมีประสบการณ์ในการศึกษาวิเคราะห์ต้นทุน และจัดทำตัวแบบต้นทุนบริการโทรคมนาคม ให้กับหน่วยงานกำกับดูแลและผู้ประกอบการโทรคมนาคมมาแล้วในหลายๆ ประเทศ