Digital Capability for Thailand’s Futureการพัฒนาทักษะดิจิทัลเพื่ออนาคตของประเทศไทย
- 4 วันที่ผ่านมา
- ยาว 2 นาที

เทคโนโลยีดิจิทัลกำลังเปลี่ยนแปลงการทำงานและธุรกิจในทุกมิติและเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและความสามารถแข่งขันของประเทศ สำหรับประเทศไทย การก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลจึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต้องปรับตัวเพื่อใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีให้สูงสุด การพัฒนาทักษะดิจิทัลภาครัฐเป็นก้าวแรกที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร สร้างโครงสร้างพื้นฐานมาตรฐานกฎระเบียบที่เอื้อต่อการลงทุนและการใช้เทคโนโลยีของภาคเอกชน
ในบทความนี้ TIME Consulting จะสำรวจทักษะดิจิทัลที่ภาครัฐต้องเร่งพัฒนา กรอบ Digital Capability ที่ทันสมัยควรมีอะไรบ้าง รวมถึงตัวอย่างหน่วยงานที่ขับเคลื่อนดิจิทัลสำเร็จแล้ว เพื่อให้เห็นภาพว่า “การยกระดับทักษะคน” คือจุดเริ่มต้นของการสร้างประเทศไทยให้พร้อมสู่ยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง
Digital Capability คืออะไร? จากทักษะบุคลากรสู่โครงสร้างประเทศ
จากแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล TIME Consulting มองว่า การพัฒนาทักษะดิจิทัลของภาครัฐไม่ใช่เพียงการเสริมสมรรถนะบุคลากร แต่เป็นการวางรากฐานเชิงกลยุทธ์ของประเทศที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคม และความสามารถแข่งขันในระยะยาว ภาครัฐที่มีศักยภาพด้านดิจิทัลจะช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุนเทคโนโลยีของภาคเอกชน สนับสนุนการสร้างนวัตกรรมระดับประเทศ และสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ยั่งยืน ผ่านกฎหมาย โครงสร้างพื้นฐานข้อมูล และมาตรฐานที่เชื่อมโยงกัน พร้อมยกระดับบริการดิจิทัลแก่ประชาชนได้มีประสิทธิภาพ ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยบุคลากรภาครัฐที่มีทักษะสูงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

7 ทักษะดิจิทัลที่จำเป็นสำหรับภาครัฐพื้นฐานสำคัญของการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล
สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.) ยังได้กำหนดทักษะดิจิทัลสำคัญของบุคลากรภาครัฐในช่วงปี 2566–2570 ครอบคลุมทักษะหลัก 7 ด้าน เพื่อเตรียมภาครัฐให้พร้อมต่อการบริหารงานในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง
ความเข้าใจและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) การพัฒนาทักษะพื้นฐานในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น การใช้งาน Google Workspace หรือ Microsoft Teams ในการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งช่วยให้การสื่อสารและการประสานงานรวดเร็วและโปร่งใส
การปฏิบัติตามและใช้กฎหมายดิจิทัล (Digital Governance) การปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล(PDPA)หรือการนำระบบเข้ารหัสข้อมูล(Data Encryption) มาช่วยจัดการข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนให้มีความปลอดภัยและเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด
ความเป็นผู้นำด้านดิจิทัล (Digital Leadership) การพัฒนาผู้นำในภาครัฐที่มีวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนการนำเทคโนโลยีมาใช้บริหารงาน เช่น การเป็นผู้นำที่ขับเคลื่อน e-Government และให้บริการประชาชนที่โปร่งใสและทันสมัย
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อการพัฒนางาน (Digital Technology) การนำเทคโนโลยีอย่าง Cloud Computing หรือ Amazon Web Services (AWS) มาใช้เก็บข้อมูลสำคัญของประชาชน เช่น ข้อมูลภาษี หรือข้อมูลสุขภาพ ซึ่งเพิ่มความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพการทำงานให้รวดเร็วและโปร่งใส
การพัฒนานวัตกรรมเพื่อการบริหาร (Digital Service) การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาและสร้างนวัตกรรมที่ช่วยปรับปรุงการบริหาร เช่น การใช้ AI หรือ AI Chatbots ในการให้บริการประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง
การใช้ประโยชน์และการใช้ข้อมูลร่วมกัน (Data Utilization and Sharing) การใช้ข้อมูลที่มีในระบบการจัดการของภาครัฐ หรือการใช้ข้อมูลร่วมกันระหว่างหน่วยงาน เพื่อการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพและช่วยให้การทำงานมีความรวดเร็วและโปร่งใสมากขึ้น เช่น การใช้ข้อมูลการจราจรจากเซ็นเซอร์การจราจรเพื่อพัฒนาเมือง
ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) การมีมาตรการที่ชัดเจนในการป้องกันและจัดการข้อมูลอย่างปลอดภัย เช่น การใช้ Multi-factor Authentication (MFA) หรือ Data Encryption จะช่วยป้องกันข้อมูลจากการถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต
ทักษะเหล่านี้เป็น Digital Capability Framework ที่ภาคเอกชนสามารถเทียบเคียงเพื่อยกระดับบุคลากรได้เช่นกัน เพราะเป็นทักษะพื้นฐานที่องค์กรยุคดิจิทัลต้องมีช่วยลดความเสี่ยงด้านข้อมูลและภัยไซเบอร์ ตลอดจนทำให้องค์กรใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ได้

กรณีศึกษาภาครัฐที่ขับเคลื่อนบริการดิจิทัลได้จริงบทเรียนจาก e-Filing และ e-Health
ระบบยื่นภาษีออนไลน์ (e-Filing) ระบบ e-Filing ของกรมสรรพากรช่วยให้ประชาชนยื่นแบบออนไลน์ได้สะดวกและรวดเร็ว พร้อมตรวจสอบข้อมูลได้อย่างแม่นยำโดยไม่ต้องใช้เอกสาร ในปี 2568 มีการยื่นแบบอิเล็กทรอนิกส์ 38.76 ล้านแบบ คิดเป็น 94.45% ของแบบทั้งหมด จากมุมมองของ TIME Consulting ความสำเร็จของบริการนี้เกิดจากออกแบบระบบที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่รองรับการดำเนินการผ่านโทรศัพท์มือถือการเชื่อมโยงข้อมูลกับภาคเอกชน เช่น ข้อมูลเงินเดือนหรือดอกเบี้ย ทำให้ประชาชนไม่ต้องกรอกข้อมูลซ้ำ ตลอดจนระบบแสดงสถานะ Real-time ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและลดภาระของกระบวนการยื่นภาษี
บริการ e-Health (การแพทย์ออนไลน์) หรือ Telemedicine เปิดช่องให้ประชาชนปรึกษาแพทย์ออนไลน์ ตรวจอาการ หรือรับยาผ่านระบบดิจิทัล ลดภาระโรงพยาบาลและลดความเสี่ยงการติดเชื้อ พร้อมเก็บข้อมูลสุขภาพในระบบดิจิทัลที่ปลอดภัย ปี 2568 มีผู้รับบริการ 31,499 ครั้ง ผ่านแอป Saluber MD, Clicknic และ Mordee ความสำเร็จมาจากความพร้อมของระบบเทคโนโลยี เช่น ความปลอดภัยของข้อมูล เวชระเบียนออนไลน์ การเชื่อมโยงใบสั่งยา และความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชน ทำให้ประชาชนได้รับบริการรวดเร็วและปลอดภัย และมีทางเลือกหลากหลายมากขึ้น
ความสำเร็จนี้ สะท้อนศักยภาพรัฐบาลดิจิทัลไทย ซึ่งสะท้อนผ่านดัชนีรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-Government Development Index: EGDI) ที่วัดจากทุนมนุษย์ โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม และการให้บริการออนไลน์ โดยปี 2567 ประเทศไทยอยู่อันดับ 2 ในอาเซียน รองจากสิงคโปร์ และเป็นอันดับ 52 ของโลก จาก 193 ประเทศ โดยขยับขึ้น 3 อันดับจากปี 2565

ความท้าทายในการพัฒนาทักษะดิจิทัลภาครัฐ ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทรัพยากร และความพร้อมของระบบ
แม้ทักษะดิจิทัลจะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนภาครัฐยุคใหม่ แต่การนำเทคโนโลยีมาใช้ยังคงเผชิญอุปสรรคหลายด้าน ทั้งในมิติของทรัพยากร งบประมาณ เวลา และความพร้อมของหลักสูตรฝึกอบรม รวมถึงการขาดผู้เชี่ยวชาญ ทำให้การพัฒนาบุคลากรยังเกิดขึ้นไม่ทั่วถึง หลายหน่วยงานยังขาดบุคลากรที่มีความรู้ด้าน AI, Big Data, Cloud, Analytics และ Cybersecurity ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพของภาครัฐ ขณะเดียวกัน บุคลากรมีภาระงานมาก จึงทำให้การเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ทำได้จำกัด
อีกด้านคือความท้าทายในการบูรณาการเทคโนโลยีใหม่เข้ากับกระบวนการเดิม เช่น Cloud Computing, Data Analytics, AI หรือ Big Data ซึ่งต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับได้จริง และการลดความซับซ้อนของขั้นตอนราชการ แต่หลายหน่วยงานยังติดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ ทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลล่าช้า ขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องรับมือความเสี่ยงด้าน Cybersecurity ที่เพิ่มขึ้น หากไม่ใช้มาตรการป้องกัน เช่น Multi-factor Authentication ระบบเข้ารหัส หรือระบบตรวจจับภัยคุกคาม ก็อาจกระทบต่อความมั่นคงและความเชื่อมั่นของประชาชนได้

ในอีก 5–10 ปีข้างหน้า TIME Consulting มองว่าภาครัฐไทยต้องพัฒนาไปสู่ “รัฐบาลที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและ AI” เพื่อให้บริการสาธารณะตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น โดยเทคโนโลยีอย่าง Generative AI, Digital Twin, Blockchain และ Metaverse จะเข้ามามีบทบาทในการออกแบบบริการ การคาดการณ์ปัญหา และการบริหารงานอย่างโปร่งใส แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากบุคลากรขาดทักษะด้านข้อมูล การคิดวิเคราะห์ และความปลอดภัยไซเบอร์ และหากภาครัฐไม่เร่งลงทุนพัฒนาทักษะเหล่านี้ บริการสาธารณะอาจล้าหลัง เทคโนโลยีอาจถูกใช้งานไม่เต็มที่ การตัดสินใจเชิงนโยบายจะไร้ข้อมูลรองรับ และประเทศอาจสูญเสียความสามารถแข่งขันในเวทีโลก ดังนั้นการยกระดับทักษะบุคลากรควบคู่กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคือปัจจัยสำคัญสู่รัฐบาลดิจิทัลที่ยั่งยืนในอนาคต
สรุป
การพัฒนาทักษะดิจิทัลคือรากฐานสำคัญของทั้งภาครัฐและเอกชน หากภาครัฐพัฒนาบุคลากรได้ทั่วถึง บริการสาธารณะจะมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัลได้จริง ขณะที่ภาคเอกชนที่ใช้เทคโนโลยีได้ดีจะแข่งขันได้ในตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ดังนั้น การเร่งพัฒนาทักษะดิจิทัลควบคู่กับการใช้เทคโนโลยี คือปัจจัยสำคัญสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ยั่งยืนของประเทศไทย
ที่มา :


