Redesigning Thailand’s Innovation System: กลไกเชิงระบบเพื่อฟื้นขีดความสามารถประเทศ
- 19 ธ.ค. 2568
- ยาว 2 นาที

ในยุคที่เศรษฐกิจโลกถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม ประเทศต่าง ๆ กำลังปรับตัวเพื่อสร้างความสามารถใหม่ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาผู้ประกอบการนวัตกรรม (Innovative Entrepreneurs) ให้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างรายได้ การจ้างงาน และเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจ สำหรับประเทศไทย ซึ่งอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การผลิต และโครงสร้างประชากร ความสามารถในการพลิกโฉมระบบนวัตกรรมให้ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล จะเป็นตัวกำหนดศักยภาพของประเทศในอนาคตอย่างแท้จริง
บทความนี้นำเสนอแนวทางเชิงระบบ (Systemic Solutions) เพื่อยกระดับกลไกสนับสนุนนวัตกรรมของประเทศ ให้สามารถผลักดันผู้ประกอบการนวัตกรรมจากระดับโครงการสู่ธุรกิจที่เติบโตจริงในตลาดและต่อยอดไปสู่ผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจและสังคมที่จับต้องได้ผ่านการปรับกลยุทธ์สนับสนุนนวัตกรรมให้ทันต่อการแข่งขันในระดับโลกที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Thailand’s Inflection Point: ทำไมต้องเปลี่ยนระบบนวัตกรรมตอนนี้
ประเทศไทยกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญ สะท้อนผ่านการเติบโตของ GDP ที่อยู่ในระดับปานกลางความสามารถในการแข่งขันด้านผลิตภาพที่ยังตามหลังประเทศเพื่อนบ้านและความพึ่งพาโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดิมที่ลดศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มด้านการลงทุนวิจัยและพัฒนาแม้ภาคเอกชนจะมีบทบาทสำคัญ แต่ภาพรวมยังไม่เพียงพอ ค่าใช้จ่ายด้าน R&D ของไทยในปี 2565 อยู่ที่ประมาณ 201,415 ล้านบาท หรือเพียง 1.16% ของ GDP ซึ่งห่างไกลจากเป้าหมาย 2% ของ GDP ภายในปี 2570 แสดงให้เห็นว่าระบบ R&D ของไทยยังไม่แข็งแรงพอรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในอนาคต
ข้อมูลจาก e-Conomy SEA 2024 ยังสะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อนวัตกรรมไทย โดยมีเพียง 40% ของนักลงทุนเชื่อว่าการลงทุนในสาขาเกิดใหม่ของไทยจะเพิ่มขึ้น ขณะที่เวียดนาม สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์มีตัวเลขสูงกว่ามากด้วยบริบทเหล่านี้ TIME Consulting มองว่าประเทศไทยอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ (inflection point) หากยังคงใช้ระบบสนับสนุนนวัตกรรมแบบเดิมที่กระจัดกระจายและเน้นปัจจัยนำเข้า (input) มากกว่าผลลัพธ์ (outcome) ความสามารถในการแข่งขันอาจถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง การออกแบบระบบนวัตกรรมใหม่โดยยึดผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจและสังคมเป็นหลักจะช่วยวางรากฐานให้เศรษฐกิจยุคถัดไปและผลักดันผู้ประกอบการนวัตกรรมให้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของประเทศในทศวรรษหน้า

ข้อจำกัดของระบบปัจจุบัน: Grant Mindset Trap
แม้ไทยมีกองทุนด้านนวัตกรรมกว่า 30 หน่วยงานแต่โครงสร้างการสนับสนุนในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นแบบ Grant-Based System ซึ่งเน้นการให้ทุนเพื่อพัฒนาโครงการ มากกว่าการให้ทุนเพื่อผลลัพธ์ในเชิงเศรษฐกิจและสังคมที่วัดได้จริง ระบบแบบนี้มีข้อจำกัดหลายประการที่ซ้ำเติมให้ผู้ประกอบการไม่สามารถเติบโตได้อย่างมีนัยสำคัญ
ข้อจำกัดแรกคือ การขาด alignment ด้านยุทธศาสตร์ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือการทำงานแบบแยกส่วน ที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องวนอยู่ในระบบพัฒนาต้นแบบโดยไม่ถูกส่งต่อไปสู่ขั้นลงทุนเชิงพาณิชย์ อีกข้อจำกัดที่มีความสำคัญ คือเกี่ยวกับช่วงว่างทางการเงิน (Funding Gap) ซึ่งเกิดจากเครื่องมือทุนของภาครัฐที่ไม่สอดคล้องกับช่วงการเติบโตของผู้ประกอบการนวัตกรรม โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่อยู่ในช่วงหลังการพิสูจน์ต้นแบบ ซึ่งต้องการทุนประเภท Venture Building, Co-Investment หรือ Outcome-Based Funding มากกว่าทุน R&D แบบเดิม นอกจากนี้ ข้อจำกัดอีกด้านคือการดึง private capital ที่ยังจำกัดจากข้อกฎหมายและกลไกที่ไม่สนับสนุนการลงทุนร่วมรัฐ–เอกชน รวมถึงการขาดตลาดทดสอบเชิงระบบ (testbed) และ sandbox ระดับประเทศ ที่ทำให้เวลาเข้าสู่ตลาดจริงช้ากว่าประเทศคู่แข่ง

New Strategic Paradigm: From Grant → Growth → Impact
เพื่อตอบโจทย์บริบทประเทศและปิดข้อจำกัดในระบบเดิม ประเทศไทยจำเป็นต้องก้าวสู่กรอบความคิดใหม่ในการสนับสนุนนวัตกรรมที่ไม่ได้มองผู้ประกอบการเป็นเพียงผู้รับทุน แต่เป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและการแก้ปัญหาสังคม ซึ่งโมเดลเชิงแนวคิด Grant → Growth → Impact เป็นกรอบกลยุทธ์ที่เน้นการจัดวางกลไกสนับสนุนแบบครบวงจร ตั้งแต่การสร้างต้นแบบ การเร่งการเติบโต ไปจนถึงการวัดผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว
ในระยะเริ่มต้นการให้ทุนควรเป็นกลไกที่สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีหรือผลงานนวัตกรรมที่มีศักยภาพจริง โดยต้องออกแบบเกณฑ์คัดเลือกที่เน้นความต้องการของตลาด (Market Pull) ควบคู่กับศักยภาพของเทคโนโลยี (Tech Push) และต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ
เมื่อผู้ประกอบการพัฒนาถึงระดับหนึ่ง ระบบสนับสนุนต้องเปลี่ยนจากการให้เงินเพื่อทำงานวิจัย เป็นให้เครื่องมือเพื่อการเติบโต ซึ่งกลไกประเภท Venture Building Program, Matching Fund, Co-Investment, Access-to-Market และระบบการพัฒนาเชิงลึก เช่น การพัฒนาการผลิตคุณภาพสูงการทดสอบมาตรฐานหรือตัวช่วยด้าน Supply Chain ต้องถูกจัดวางอย่างเป็นระบบในระดับประเทศมากกว่าการให้ทุนแบบครั้งคราวเหมือนที่ผ่านมา
ในระยะยาว ผู้ประกอบการที่เติบโตแล้วต้องสามารถแสดงผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจและสังคมที่ชัดเจน เช่น การสร้างงานคุณภาพสูง การสร้างรายได้จากตลาดต่างประเทศ การลดความเหลื่อมล้ำ การยกระดับการเข้าถึงบริการสาธารณะหรือการลดปัญหาสิ่งแวดล้อมระบบจะต้องติดตามผลกระทบเหล่านี้อย่างต่อเนื่องไม่ใช่เพียงเมื่อสิ้นสุดโครงการเท่านั้น โมเดลดังกล่าวไม่เพียงช่วยสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเติบโต แต่ยังทำให้รัฐสามารถเห็นคุณค่าของงบประมาณที่ใช้จ่ายอย่างแท้จริง

Strategic Recommendations: กลไกเชิงระบบเพื่อเร่งเศรษฐกิจนวัตกรรม
การยกระดับระบบนวัตกรรมให้มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องอาศัยชุดกลไกเชิงระบบที่ทำงานเชื่อมโยงกันอย่างเป็นเอกภาพ โดยการออกแบบสถาปัตยกรรมระบบนวัตกรรมใหม่ต้องเริ่มที่ National Innovation Pathway เส้นทางเดียวของประเทศสำหรับการพัฒนาและ scale-up ผู้ประกอบการ ตั้งแต่ต้นน้ำ (การวิจัย) กลางน้ำ (พัฒนา–ทดสอบ–ผลิต) จนถึงปลายน้ำ (เข้าสู่ตลาด–ขยายสเกล) พร้อมการเชื่อมโยงกองทุนต่าง ๆ ให้เกิดขั้นตอนการส่งต่อ (funding pipeline) ที่เป็นระบบ ฐานข้อมูลกลาง และระบบ referral system ระหว่างหน่วยงาน เพื่อช่วยลดความซ้ำซ้อนของกระบวนงาน ลดเวลาในโครงการเฉลี่ยลงได้อย่างน้อย 30–40% และเพิ่มโอกาสการสเกลของผู้ประกอบการในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ
ในเชิงกลไกทางการเงินประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนารูปแบบทุนร่วมลงทุนที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับธรรมชาติของผู้ประกอบการนวัตกรรมมากขึ้น อาทิ
การจัดตั้ง Co-Investment Fund ที่ลงทุนร่วมกับภาคเอกชน เป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยดึงดูด capital ใหม่เข้าสู่ ecosystem ของการพัฒนานวัตกรรมได้ โดยภาครัฐอาจรับความเสี่ยงในสัดส่วนสูงกว่า เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในภาคเอกชน
การกำหนดกลไก Exit ที่ยืดหยุ่น เช่น การคืนทุนเมื่อผู้ประกอบการมีรายได้ถึงระดับหนึ่ง การใช้สัดส่วนผลประกอบการ หรือการใช้เครื่องมือ Quasi-equity เพื่อให้รัฐสามารถสนับสนุนได้โดยไม่ต้องเข้าไปถือหุ้นโดยตรง
การพัฒนา Outcome-Based Fund ที่มุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการตามผลลัพธ์ เช่น การเพิ่มรายได้ การลดต้นทุนทางสังคม หรือการขยายสู่ตลาดต่างประเทศ เพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการสร้าง impact มากกว่าการทำตามขั้นตอนที่กำหนด
นอกจากนี้ยังควรพัฒนา National Testbed Network & Fast-track Sandbox เพื่อรองรับการทดสอบเทคโนโลยีใหม่ทั้งด้านเทคนิค กฎระเบียบ และการยอมรับของผู้ใช้ ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ อาทิ สาธารณสุข พลังงาน โลจิสติกส์ เกษตรแม่นยำ และดิจิทัลด้านการศึกษา ซึ่งการมี testbed ดังกล่าวที่เชื่อมภาครัฐ เอกชน และหน่วยงานกำกับดูแล จะลดเวลาวางตลาดเทคโนโลยีใหม่และเพิ่มโอกาสแข่งขันในระดับภูมิภาคอย่างก้าวกระโดด

ในส่วนของระบบนิเวศของผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีการส่งเสริมให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยหนึ่งในแนวทางสำคัญคือการจัดตั้ง Innovation Coaching Network ระดับประเทศ ที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขาทั้งด้านเทคโนโลยี การผลิต การออกแบบธุรกิจ การเงิน การส่งออก และมาตรฐานอุตสาหกรรม เพื่อทำงานร่วมกับผู้ประกอบการในรูปแบบการให้คำแนะนำแบบเชิงลึกต่อเนื่อง (Long-Term Mentorship) มากกว่าการจัดอบรมระยะสั้นทั่วไป ระบบนี้ควรมีทั้งโค้ชในประเทศและโค้ชระดับสากลและควรมีฐานข้อมูลที่จับคู่ผู้ประกอบการกับผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะสมตามปัญหาที่ผู้ประกอบการแต่ละรายต้องเผชิญซึ่งการมีผู้เชี่ยวชาญช่วยนำทางอย่างเป็นระบบจะช่วยลดความผิดพลาดซ้ำซ้อนที่เกิดจากการเรียนรู้ด้วยตนเองและช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเดินหน้าเข้าสู่ตลาดจริงด้วยความมั่นใจมากขึ้น
หากระบบเหล่านี้ถูกดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม คาดว่าจะเกิดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจในวงกว้าง เช่น การเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการนวัตกรรมที่สามารถสเกลธุรกิจในระดับ Series A ขึ้นไป การสร้างงานมูลค่าสูงเพิ่มขึ้นหลายหมื่นตำแหน่งภายในห้าปี และการขยายสัดส่วนเศรษฐกิจนวัตกรรมให้มากกว่า 30% ของ GDP ในระยะสิบปี รวมถึงผลลัพธ์เชิงสังคมที่ครอบคลุม เช่น การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำการลดต้นทุนการเข้าถึงบริการสาธารณะและการเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนผ่านโซลูชันเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์จริง

ระบบนวัตกรรมของไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ หากยังคงรูปแบบเดิมที่เน้นการให้ทุนแบบแยกส่วน เป็นไปได้สูงว่าประเทศไทยจะไม่สามารถแข่งขันในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ได้อย่างยั่งยืนความจำเป็นในการขับเคลื่อนนวัตกรรมจึงไม่ใช่เพียงเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยี แต่เป็นการออกแบบระบบสนับสนุนเชิงยุทธศาสตร์ที่ต่อเนื่องตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ การยกระดับผู้ประกอบการนวัตกรรมให้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจจำเป็นต้องมีกลไกที่ตอบโจทย์การเติบโตจริงสร้างผลลัพธ์ที่วัดได้ และมีความสอดคล้องระหว่างหลายภาคส่วน
บทความนี้ชี้ให้เห็นว่า โมเดลใหม่ที่มุ่งเน้นเส้นทาง Grant → Growth → Impact สามารถเป็นกรอบการดำเนินงานที่ช่วยปลดล็อกศักยภาพของระบบนวัตกรรมไทยได้จริง หากภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันวิจัยทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการประเทศไทยจะสามารถก้าวสู่เศรษฐกิจนวัตกรรมที่สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง ขยายโอกาสสำหรับประชาชนรุ่นใหม่ และสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวอย่างแท้จริง
ที่มา :
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.), 2024
สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.), 2023
Google, TEMASEK & Bain (2024) e-Conomy SEA 2024: Profits on the rise, harnessing SEA’s advantage.



