Unlocking Thailand’s IP Potential: เส้นทางสู่เศรษฐกิจสินทรัพย์ไร้ตัวตนอย่างเต็มรูปแบบ
- timeconsulting10
- 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา
- ยาว 2 นาที

ทรัพย์สินทางปัญญาได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ หรือที่เรียกว่า เศรษฐกิจสินทรัพย์ไร้ตัวตน (Intangible Asset Economy) ซึ่งกำลังกลายเป็นปัจจัยการแข่งขันหลักของทุกอุตสาหกรรมในระดับโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย การเปลี่ยนผ่านนี้ทำให้ภาคธุรกิจไทยต้องปรับตัวจากการเน้นสินทรัพย์จับต้องได้ เช่น เครื่องจักร อาคาร หรือวัตถุดิบ ไปสู่การสร้างและครอบครองสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ แต่มีมูลค่าสูงกว่า นั่นคือ “ทรัพย์สินทางปัญญา” ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยี นวัตกรรม ซอฟต์แวร์ และบริการที่มีมูลค่าสูง
บทความนี้จึงอยากพาทุกคนร่วมสำรวจศักยภาพที่ซ่อนอยู่ของทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศไทย พร้อมนำเสนอแนวทางการใช้ประโยชน์เพื่อสร้าง ระบบนิเวศนวัตกรรมที่เข้มแข็ง และเปลี่ยน ความรู้ของคนไทยให้กลายเป็นความมั่งคั่งของประเทศ

“จากทรัพย์สินเชิงกฎหมาย สู่สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Asset)”
ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้เป็นแค่ เอกสารจดสิทธิ์ หรือหลักฐานเชิงกฎหมายเท่านั้น แต่สามารถกลายเป็น เครื่องมือยุทธศาสตร์ ที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมและเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างแท้จริง โดยตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จชัดเจน คือ ประเทศเกาหลีใต้ ภายใต้ National IP Strategy 2030 เกาหลีใต้ได้ยกระดับการบริหารทรัพย์สินทางปัญญาให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจดิจิทัล โดยทำ 3 สิ่งสำคัญที่เปลี่ยนภาพของ IP จาก “กระดาษจดสิทธิ์” ไปสู่ “โครงสร้างพื้นฐานของนวัตกรรม”
สร้างสถาบันกลางบริหารยุทธศาสตร์ IP เช่น KISTA ที่ทำหน้าที่ประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา เชื่อมต่อภาคการเงิน และกำหนดทิศทาง R&D ของประเทศบนฐานของ IP ทำให้การตัดสินใจเชิงนโยบายและการลงทุนมีข้อมูลรองรับและชัดเจน
ใช้ IP เป็นหลักประกันทางการเงิน (IP-backed Finance) ระบบนี้ทำให้ผลงานนวัตกรรมสามารถแปลงเป็น สภาพคล่องและเงินลงทุนได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่ไอเดียบนกระดาษ ทำให้ผู้ประกอบการและนักวิจัยสามารถเข้าถึงทุนเพื่อพัฒนานวัตกรรมต่อยอดได้
ผลักดันเทคโนโลยีขั้นสูงด้วยกลไก IP รัฐและเอกชนร่วมกันถือครองชุดสิทธิบัตรและองค์ความรู้ในเทคโนโลยีสำคัญ เช่น AI, Robotics, Semiconductors, Biotech ทำให้เกิด ระบบนิเวศนวัตกรรมที่เข้มแข็ง และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระดับโลก
TIME Consulting มองว่าประเทศใดจะเติบโตบนฐานเทคโนโลยีได้อย่างยั่งยืน จะต้องมองทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสินทรัพย์ยุทธศาสตร์ ไม่ใช่แค่เอกสารทางกฎหมาย และสำหรับประเทศไทย กรณีศึกษาของเกาหลีใต้สามารถเป็นแนวทางและแรงบันดาลใจในการสร้างระบบบริหาร IP ที่เชื่อมกับนวัตกรรม การลงทุน และการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างแท้จริง

โอกาสเชิงยุทธศาสตร์ของไทย: จาก “ผู้บริโภคเทคโนโลยี” สู่ “ผู้สร้างมูลค่าจากปัญญา”
จากข้อมูลกรมทรัพย์สินทางปัญญา TIME Consulting พบว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการ “ยกระดับทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นทุนเชิงยุทธศาสตร์” และเริ่มเคลื่อนตัวจาก “ประเทศผู้บริโภคเทคโนโลยี” สู่ “ประเทศผู้สร้างมูลค่าทางปัญญา”โดยมีทั้งภาคเอกชนและภาครัฐเข้ามามีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจ โดยจากข้อมูลของกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ที่สะท้อนให้เห็นว่า
การยื่นขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกประเภท
หมวดที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี นวัตกรรม ที่ได้รับการยื่นขอเป็นจำนวนที่สูง ได้แก่ วัสดุเหล็กกล้า แอนติบอดี้และยาชีววัตถุ และเทคโนโลยีแบตเตอรี่และอุปกรณ์พลังงาน
ดังนั้นเพื่อให้ประเทศไทยสามารถคว้าโอกาสสำคัญในการ “ยกระดับทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์” เพื่อสร้างรายได้ สร้างอำนาจต่อรอง และขับเคลื่อนผลกระทบเชิงสังคมในวงกว้างได้อย่างต่อเนื่อง และนี่คือสัญญาณว่าประเทศไทยกำลังอยู่ใน “จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง” (Inflection Point) หากออกแบบนโยบายที่ถูกต้อง ไทยสามารถก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลาง IP ของอาเซียนในด้านเทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรม และบริการทางทรัพย์สินทางปัญญา

ข้อเสนอเชิงนโยบาย (4 Strategic Engines) จากมุมมอง TIME Consulting
ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจไทย ประเทศที่สามารถสร้างระบบนิเวศ IP ที่เข้มแข็ง จะสามารถดึงดูดการลงทุน สร้างเทคโนโลยีของตัวเอง เพิ่มอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ และสร้างเศรษฐกิจฐานความรู้ที่เติบโตอย่างยั่งยืน โดย TIME Consulting ขอนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายผ่าน 4 Strategic Engines ที่จะช่วยยกระดับ IP ของไทยจากสินทรัพย์เชิงกฎหมายไปสู่สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์
Engine 1: National IP Management System – ระบบบริหาร IP แห่งชาติแบบบูรณาการ
การสร้าง “ระบบบริหาร IP แห่งชาติ” จัดตั้ง National IP Management System เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างรัฐ–เอกชน–สถาบันการศึกษา โดยควรมีองค์ประกอบดังนี้
ฐานข้อมูล IP มาตรฐานเดียวทั่วประเทศ
ระบบประเมินมูลค่าอัตโนมัติ (Valuation Engine)
Dashboard ระดับชาติสำหรับผู้กำหนดนโยบาย
ศูนย์กลางข้อมูลสำหรับการบังคับใช้สิทธิ์และการอนุญาตใช้สิทธิ์
Engine 2: National IP Valuation & Monetization Platform – แพลตฟอร์มประเมินมูลค่า–ทำเงินจาก IP ระดับประเทศ
เนื่องจาก ปัญหาหลักของผู้ประกอบการไทยคือ “มีผลงาน แต่ไม่รู้มูลค่า และไม่รู้จะนำไปต่อยอดอย่างไร” การตั้งแพลตฟอร์มประเมินมูลค่าและทำเงินจาก IP ในรูปแบบบริการแพลตฟอร์มระดับชาติ ที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์ ช่วยให้ IP ถูกแปลงเป็นรายได้ได้ซ้ำ ๆ (Recurring Income) รวมถึงเป็นหลักประกันในการระดมทุนได้จริง
Engine 3: IP-Backed Finance – เปลี่ยน IP ให้เป็นสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ
ประเทศพัฒนาแล้วสร้างมูลค่าจาก IP ได้เพราะ “IP เป็นสินทรัพย์ทางการเงิน”ร่วมลงทุนรัฐ–เอกชน เพื่อสนับสนุนธุรกิจที่มีทรัพย์สินทางปัญญามูลค่าสูง ให้สามารถมีสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจนวัตกรรม ซึ่งประเทศไทยสามารถดำเนินตามแนวทาง เช่น จัดทำมาตรฐานประเมินมูลค่าทรัพย์สินไม่มีตัวตน ออกนโยบายรองรับให้ IP ใช้เป็นหลักประกัน จัดตั้งกองทุนร่วมลงทุนรัฐ–เอกชนสำหรับธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีเป็นฐาน เชื่อมข้อมูลกับธนาคารและสถาบันการเงินเพื่อปลดล็อกสินเชื่อบนฐาน IP

Engine 4: Thailand as ASEAN IP Hub – ไทยสู่ศูนย์กลางทรัพย์สินทางปัญญาอาเซียน
TIME Consulting ประเมินว่า ไทยมีความได้เปรียบเชิงตลาด แรงงาน ความรู้ และทำเลที่ตั้ง สามารถเป็น “ประตูหลัก” ของระบบ IP ในอาเซียนได้ ผ่าน 3 แนวทางหลัก
ศูนย์กลางการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญา ที่สามารถให้บริการได้ทั้งภาษาไทย อังกฤษ และภาษาอาเซียนอื่น ๆ ได้
เครือข่ายตัวแทนสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าในอาเซียน ที่ใช้ฐานข้อมูลชุดเดียวกัน ทำให้การตรวจสอบและการยื่นคำขอทำได้ง่ายขึ้น และโปร่งใส
ระบบ ยื่นครั้งเดียว ครอบคลุมหลายประเทศ โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยในการตรวจค้นข้อมูลและแปลภาษาอัตโนมัติ เพื่อลดเวลาและต้นทุนของผู้ประกอบการ
จากการประเมินของ TIME Consulting มองว่า ทรัพย์สินทางปัญญากำลังเป็น “โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจไทย” ซึ่งประเทศที่สามารถสร้างระบบนิเวศ IP ที่แข็งแรงกว่า จะสามารถดึงดูดการลงทุน สร้างเทคโนโลยีของตนเองได้ เพิ่มอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจได้ สร้างเศรษฐกิจฐานความรู้ที่เติบโตอย่างยั่งยืนได้
ดังนั้น ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการปรับตัว ทั้งนี้ต้องอาศัยกำลังจากผู้กำหนดนโยบาย ซึ่งจำเป็นต้องมอง IP ไม่ใช่แค่เอกสาร แต่เป็น “ทุน” ที่ต้องหมุนเวียน ต่อยอด และสร้างรายได้ภายในระบบเศรษฐกิจ TIME Consulting เชื่อว่า หากประเทศสามารถวางระบบ IP ที่แข็งแรงและเป็นเอกภาพ ตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงระดับปฏิบัติ กระบวนการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาของไทยจะสามารถเปลี่ยน IP ให้เป็น “ทุนยุทธศาสตร์แห่งศตวรรษที่ 21” และช่วยให้เศรษฐกิจดิจิทัลไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในทศวรรษต่อไป ทั้งนี้ Time Consulting พร้อมสนับสนุนการออกแบบยุทธศาสตร์ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก และการติดตั้งโครงสร้างระบบ IP เพื่อช่วยให้ประเทศและภาคธุรกิจไทยสามารถก้าวเข้าสู่ IP Economy อย่างเต็มรูปแบบ
ที่มา :


