top of page

GreenTech & Urban Competitiveness: ความท้าทายเชิงโครงสร้างต่อเมืองและเศรษฐกิจในยุคใหม่


ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การแข่งขันระหว่างเมืองทั่วโลกได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ เมืองไม่ได้ถูกประเมินจากขนาดทางกายภาพหรือจำนวนโครงสร้างพื้นฐานอีกต่อไป หากแต่ถูกตัดสินจาก “ต้นทุนเชิงระบบ” ที่เมืองต้องแบกรับ และความสามารถในการบริหารต้นทุนเหล่านั้นในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนพลังงาน เวลาเดินทาง ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ หรือข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง


ภายใต้บริบทใหม่นี้ เมืองที่สามารถลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง เพิ่มผลิตภาพ และลดความไม่แน่นอนของระบบเมืองได้จะเป็นเมืองที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันมากกว่าเมืองที่เติบโตจากการขยายตัวทางกายภาพเพียงอย่างเดียว และหนึ่งในปัจจัยที่กำลังเข้ามากำหนดผลลัพธ์ของการแข่งขันนี้อย่างชัดเจน คือ GreenTech เมืองยุคใหม่ที่กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจเมือง เทคโนโลยีที่เชื่อมโยงความยั่งยืนเข้ากับการควบคุมต้นทุน การเพิ่มผลิตภาพ และความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงเชิงระบบ ซึ่งกำลังกลายเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการเติบโตในทศวรรษถัดไป



Why GreenTech Matters: เหตุผลที่เมืองยุคใหม่ต้องพัฒนา GreenTech


ปัจจุบันที่เมืองต้องเผชิญทั้งแรงกดดันทางเศรษฐกิจและผลกระทบจาก Climate Change GreenTech ได้ขยับสถานะจาก “ทางเลือกเพื่อความยั่งยืน” ไปสู่เงื่อนไขของการแข่งขัน โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด ระบบขนส่งอัจฉริยะ การจัดการขยะ และระบบประหยัดพลังงาน ไม่ได้ถูกพัฒนาเพื่อภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่มีบทบาทโดยตรงต่อความสามารถของเมืองในการควบคุมต้นทุนและลดความไม่แน่นอนในระยะยาว


ในมิติด้านสิ่งแวดล้อม GreenTech ช่วยลดการใช้พลังงานและการปล่อยคาร์บอน พร้อมเพิ่มขีดความสามารถของเมืองในการรับมือกับ Climate Risks เช่น ความร้อนสูงและน้ำท่วม ซึ่งกำลังเปลี่ยนจาก “ความเสี่ยงในอนาคต” เป็น “ต้นทุนในปัจจุบัน” ขณะเดียวกัน ในมิติทางเศรษฐกิจ เมืองที่สะอาด ปลอดภัย และมีความรับผิดชอบต่อสังคม กำลังกลายเป็นจุดหมายของนักลงทุน ธุรกิจ และแรงงานทักษะสูง โดยเฉพาะในช่วงที่ ESG ไม่ได้เป็นเพียงกรอบเชิงจริยธรรม แต่เป็นเงื่อนไขการตัดสินใจลงทุนระดับโลกที่สำคัญ GreenTech ยังเป็นเครื่องเร่งผลิตภาพของเมืองในทางปฏิบัติ ตั้งแต่การลดเวลาเดินทางผ่านระบบขนส่งไฟฟ้าและ Smart Mobility ไปจนถึงการลดต้นทุนพลังงานด้วยระบบอัจฉริยะ เมืองที่สามารถพัฒนาไปสู่ Low-Carbon City ได้อย่างเป็นระบบ จึงไม่ได้เพียงตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่กำลังสร้างความได้เปรียบเชิงเศรษฐกิจในเวทีการแข่งขันระยะยาว





Thailand’s Urban Transformation: โอกาสในการยกระดับเมืองสู่มาตรฐานใหม่


แม้ประเทศไทยจะเดินหน้าพัฒนาเมืองมาอย่างต่อเนื่อง แต่หลายข้อจำกัดเชิงโครงสร้างยังคงเป็นอุปสรรคต่อความสามารถในการแข่งขันของเมืองในระยะยาว ระบบพลังงานที่ล้าหลังและต้นทุนที่สูง ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบด้านต้นทุนการดำเนินธุรกิจโดยเฉพาะในช่วงที่อุตสาหกรรมใหม่ต้องการพลังงานที่มีเสถียรภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น


ปัญหาการจราจรเรื้อรังในเมืองใหญ่ยังเป็นต้นทุนแฝงที่บั่นทอนผลิตภาพของเมือง เวลาเดินทางที่ยาวนานส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงาน สุขภาพของประชาชน และความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงจาก Urban Heat Island และน้ำท่วมซ้ำซากกำลังเพิ่มต้นทุนการบริหารจัดการเมือง และสร้างความไม่แน่นอนต่อการตัดสินใจลงทุนในระยะยาวยิ่งไปกว่านั้นแม้ภาคเอกชนของประเทศไทยจำนวนมากจะตั้งเป้าหมาย Net Zero อย่างชัดเจน แต่เมืองยังขาดระบบสนับสนุนที่จำเป็น ทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด มาตรฐานอาคารสีเขียว และระบบข้อมูลที่เอื้อต่อการลดคาร์บอน ส่งผลให้ต้นทุนการเปลี่ยนผ่านตกอยู่กับภาคธุรกิจมากเกินไป และชะลอการยกระดับเศรษฐกิจเมืองในภาพรวม

 




GreenTech: ผู้นำในการเปลี่ยนแปลงเมืองอย่างยั่งยืน


ประสบการณ์ของเมืองชั้นนำทั่วโลกสะท้อนให้เห็นว่า GreenTech ให้ผลลัพธ์ได้จริงเมื่อถูกออกแบบในระดับ “ระบบเมือง” ไม่ใช่เพียงโครงการเฉพาะด้าน โคเปนเฮเกนเป็นตัวอย่างของเมืองที่ตั้งเป้าหมาย Net Zero อย่างชัดเจน ผ่านการลงทุนในระบบขนส่งไฟฟ้า การใช้พลังงานหมุนเวียน และการวางผังเมืองที่เน้นพื้นที่สีเขียว แนวทางดังกล่าวช่วยลดการปล่อยคาร์บอนควบคู่กับการยกระดับบทบาทของเมืองในฐานะศูนย์กลางนวัตกรรมสีเขียวของยุโรป

 

ขณะที่สิงคโปร์แสดงให้เห็นถึงพลังของการบูรณาการ GreenTech เข้ากับระบบดิจิทัล ผ่าน Smart Grid มาตรฐานอาคารประหยัดพลังงาน และระบบจัดการขยะอัจฉริยะ ประสบการณ์ของทั้งสองเมืองชี้ให้เห็นว่า ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่การเลือกเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่ง แต่คือการออกแบบโครงสร้างเมืองให้เทคโนโลยีทำงานร่วมกันได้จริง และลดต้นทุนเชิงระบบ

 


GreenTech กับ 3 เสาหลักในการพัฒนาเมืองไทยให้เป็น Smart & Sustainable City

 

การพัฒนาเมืองในประเทศไทยสู่ Smart & Sustainable City ควรเริ่มจากการออกแบบโครงสร้างการพัฒนาเมืองใหม่ทั้งระบบ ในบริบทนี้ GreenTech เป็นกรอบคิดที่กำหนดว่าต้นทุน ความเสี่ยง และการตัดสินใจของเมืองจะถูกจัดการอย่างไรตั้งแต่ต้นทาง โดย TIME Consulting มองว่าสามเสาหลักต่อไปนี้สะท้อนหลักการออกแบบเมืองที่จำเป็นต่อการยกระดับความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน มากกว่าการอธิบายผลลัพธ์ที่คาดหวังในปลายทาง


  • เสาหลักที่ 1 การออกแบบโครงสร้างพลังงานและการเดินทางให้ควบคุมต้นทุนได้ในเชิงระบบ หัวใจของ GreenTech อยู่ที่การออกแบบโครงสร้างพลังงานและการเดินทางของเมืองให้สามารถกำหนดและบริหารต้นทุนได้อย่างมีเสถียรภาพ เมืองในอนาคตจะแข่งขันกันที่ความสามารถในการควบคุม cost curve ของตนเอง เมืองที่พึ่งพาการอุดหนุนหรือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า จะเผชิญความผันผวนสูงกว่าการออกแบบระบบที่จัดการต้นทุนได้ตั้งแต่ระดับโครงสร้าง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและการวางแผนการลงทุนในระยะถัดไป

  • สาหลักที่ 2 การออกแบบระบบจัดการความเสี่ยงของเมืองให้รองรับการลงทุนในอนาคต Climate Risk และแรงกดดันด้าน ESG เป็นปัจจัยที่กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการประเมินเมืองในฐานะพื้นที่ลงทุน เมืองจำเป็นต้องออกแบบระบบที่สามารถดูดซับและกระจายความเสี่ยงได้ในระดับระบบ ทั้งความเสี่ยงทางกายภาพ ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และกรอบกำกับดูแล เมืองที่จัดการความเสี่ยงในลักษณะเชิงโครงสร้าง จะสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการตัดสินใจลงทุนในกรอบเวลาที่ยาวขึ้น ในขณะที่เมืองที่ยังรับมือความเสี่ยงแบบแยกส่วน จะเผชิญต้นทุนความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

  • เสาหลักที่ 3 การออกแบบข้อมูลให้เป็นโครงสร้างการตัดสินใจร่วมของระบบเมือง บทบาทของข้อมูลและเทคโนโลยีอัจฉริยะในเมืองยุคถัดไปอยู่ที่การทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของการตัดสินใจร่วมระหว่างภาครัฐ เอกชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เมืองที่สามารถออกแบบข้อมูลให้เชื่อมโยง เชื่อถือได้ และใช้เป็นกรอบอ้างอิงเดียวกัน จะลดต้นทุนการตัดสินใจและเพิ่มความเร็วในการพัฒนา ในทางกลับกัน เมืองที่มีเทคโนโลยีแต่ขาดการออกแบบข้อมูลในเชิงโครงสร้างจะไม่สามารถแปลงศักยภาพของข้อมูลให้กลายเป็นความได้เปรียบเชิงการแข่งขันได้อย่างแท้จริง


เมื่อพิจารณาร่วมกัน สามเสาหลักนี้ไม่ได้เป็นชุดของมาตรการหรือโครงการพัฒนา แต่เป็นหลักการออกแบบเมืองที่กำหนดทิศทางการลงทุน การจัดการความเสี่ยง และการตัดสินใจในอนาคต GreenTech จึงทำหน้าที่เป็นฐานเชิงโครงสร้างของการพัฒนาเมืองไทยสู่ Smart & Sustainable City ในความหมายเชิงเศรษฐกิจและการแข่งขัน มากกว่าการเป็นเพียงแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมหรือแนวโน้มเชิงนโยบายในระยะสั้น



 


Urban Leap Strategy: ก้าวสู่การพัฒนาเมืองอัจฉริยะและยั่งยืน


เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง การพัฒนา GreenTech จำเป็นต้องมีลำดับความสำคัญที่ชัดเจน การสร้างพื้นที่ทดลองด้าน Net Zero ในเมืองใหญ่สามารถช่วยเร่งการเรียนรู้และขยายผลของ GreenTech ในเชิงระบบ ขณะเดียวกัน การลงทุนใน Smart Energy Platform และการเร่ง Green Mobility Transition จะช่วยลดต้นทุนพลังงานและเวลาเดินทาง ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังของเมืองในประเทศไทยนอกจากนี้ การพัฒนา Digital Twin และ Urban Data Platform จะช่วยให้การบริหารจัดการเมืองมีความแม่นยำมากขึ้น ควบคู่กับการออกแบบ Blue–Green Network เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กลยุทธ์เหล่านี้ไม่จำเป็นต้องทำพร้อมกันทั้งหมด แต่ต้องถูกเลือกและจัดลำดับให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละเมือง


ท้ายที่สุด คำถามสำคัญสำหรับประเทศไทยอาจไม่ใช่ว่าควรพัฒนา GreenTech หรือไม่ หากแต่คือจะใช้ GreenTechเพื่อปรับโครงสร้างต้นทุนและความเสี่ยงของเมืองอย่างไรและเร็วแค่ไหนเมืองที่สามารถผสาน GreenTech เข้ากับ Smart Data และแนวคิด Urban Balance อย่างเป็นระบบ จะเป็นเมืองที่ลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพ และลดความเสี่ยงได้พร้อมกัน ขณะที่เมืองที่ยังมอง GreenTech เป็นเพียงโครงการด้านสิ่งแวดล้อม อาจกำลังเสียเปรียบในการแข่งขันระยะยาวโดยไม่รู้ตัว

 



ที่มา :

  • [1] Singapore Smart Nation (2021). Smart Energy and Green Building Standards. Singapore Government.

  • [1] Copenhagen Climate Solutions (2020). Green Mobility and Net Zero Commitments. Copenhagen City Government.

 



bottom of page